รวมสุดยอด การ์ดจอ Graphic Card ยี่ห้อไหนที่น่าซื้อในปี 2020

รวมสุดยอด การ์ดจอ Graphic Card ยี่ห้อไหนที่น่าซื้อในปี 2020 image cover
รวมสุดยอด การ์ดจอ Graphic Card ยี่ห้อไหนที่น่าซื้อในปี 2020
การ์ดจอ หากคุณเลือกซื้อจากค่าย NVDIA คุณจะต้องดูที่ข้อมูล CUDA CORE แต่หากคุณซื้อจากค่าย ATI ให้คุณดูที่ข้อมูล Stream Processor ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นการบอกจำนวนคอร์ของ graphic card หากคุณลองตรวจสอบดูจะเห็นว่าบางรุ่นอาจมี 800 คอร์ ส่วนรุ่นท็อปอาจมีมากถึง 2,000 กว่าคอร์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ CPU จะเห็นได้ว่า CPU มีแค่ 4 คอร์หรือไม่ก็ 8 คอร์เท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าคอร์ของ CPU กับคอร์ของ GPU นั้นเป็นคอร์คนละประเภทกัน โดยที่คอร์ของ CPU จะสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่างมากตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

เช่น การออกคำสั่งให้ฮาร์ดแวร์ คำนวณทางคณิตศาสตร์ หรือคำนวณทางด้าน Logic เป็นต้น ส่วนคอร์ของ GPU นั้นสามารถทำได้แค่การคำนวณทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งมันจะถูกใช้ในการคำนวณพิกเซลของรูปภาพในแต่ละเฟรมทุกวินาที รวมถึงการคำนวณเชิงตัวเลขที่ซับซ้อนด้วย ดังนั้นยิ่งมีจำนวนคอร์มาก ก็หมายถึงความสามารถในการคำนวณที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
RAM ของการ์ดจอก็เป็นข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณา
เมื่อ CPU ได้รับงานมาหากมันพิจารณาแล้วว่างานนี้เป็นงานที่เหมาะสมที่จะเป็นหน้าที่ของ การ์ดจอ ที่จะต้องทำการคำนวณ มันจะก็อปข้อมูลงานจาก RAM ของ CPU มาเก็บไว้ที่ RAM ของตัวเอง ก่อนที่จะดึงข้อมูลจาก RAM เพื่อนำไปทำการคำนวณต่อและเมื่อคำนวณเสร็จก็จะแสดงผลออกที่หน้าจอ

แต่ขั้นตอนการก็อปปี้ข้อมูลจาก RAM ของ CPU ไปยัง RAM ของการ์ดนั้นเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้นหากจำนวนคอร์มาก แต่ RAM graphic card น้อย ข้อมูลจะถูกก็อปปี้ไม่ทัน ทำให้คอร์ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การที่มี RAM มาก ๆ ก็หมายถึงการก็อปปี้ข้อมูลส่งมาคำนวณนั้นจะสามารถทำได้ทีละมาก ๆ ทำให้การ์ดสามารถทำงานได้เร็วเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Clock Speed ของการ์ด เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเร็วในการคำนวณ Clock Speed ของการ์ดคือ ความเร็วในการประมวลผลของคอร์แต่ละคอร์ที่อยู่ในการ์ด เป็นข้อมูลที่บอกว่าในหนึ่งวินาทีนั้นแต่ละคอร์จะสามารถทำการคำนวณได้กี่ครั้ง

ดังนั้นยิ่งมี Clock Speed มากเท่าไหร่การคำนวณก็จะรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ใน 1 วินาทีแต่ละคอร์สามารถทำงานได้ 1 ล้านครั้ง และการ์ดมีจำนวนคอร์ทั้งหมด 2,000 คอร์ นั่นก็หมายความว่าใน 1 วินาที จะสามารถทำการคำนวณได้ 2,000 ล้านพิกเซล เป็นต้น

การ์ดจอ นั้นหากจะเปรียบเทียบกับสมองของคนเรา ก็เปรียบเสมือนเป็นกลุ่มของเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว โดยไม่สามารถทำหน้าที่อย่างอื่น แทนใครได้เลย ไม่เหมือนกับตัว CPU ที่ต้องทำหน้าที่มากมาย ทั้งคำนวณ และสั่งการต่าง ๆ ประมาลผลอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นการที่คุณได้การ์ดดี ๆ มาติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณ จึงช่วยแบ่งเบาภาระของ CPU ลงไปได้มาก โดยส่วนมากแล้ว graphic card จะถูกใช้ในการประมวลผลภาพ หรือการคำนวณทางคณิตศาสตร์ยาก ๆ เช่น การขุดบิทคอยน์ เล่นเกมส์ที่มีกราฟฟิกโหด ๆ เขียนแบบกราฟฟิกยาก ๆ เขียนเกมส์ ทำงานเกี่ยวกับหุ้น เป็นต้น ดังนั้นหากใครที่รู้ตัวว่าต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ คุณควรใส่ใจในการเลือกซื้อ graphic card ให้มาก เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน จนทำให้ต้องหงุดหงิดนั่นเอง
การ์ดจอมีกี่แบบ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน

โดยทั่วไปในท้องตลาด จะมีการ์ดอยู่ประมาณ 3 แบบที่แบ่งตามลักษณะการใช้งาน การ์ดจอแต่ละแบบนั้นก็จะมีประสิทธิภาพในการประมวลผลและแสดงผลไม่เท่ากัน การ์ดจอแต่ละประเภทให้ความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราการ์ดจอทั้ง 3 แบบนี้ จะเหมาะกับการใช้งานแบบไหน มาดูกัน

การ์ดจอออนบอร์ด การ์ดจอประเภทนี้จะเป็นการ์ดจอที่ใช้กับคอมพิวเตอร์รุ่นที่ค่อนข้างประหยัด โดยจะติดมากับเมนบอร์ดรุ่นต่างๆ ที่เราได้ซื้อมา และความสามารถของมันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร เพราะสามารถทำได้แค่สิ่งทั่วๆ ไป เช่น พิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้งานทั่วไปนั่นเอง

การ์ดจอสำหรับคนทำงานด้านกราฟิก เป็นการ์ดจอประเภทที่นิยมกับการRender งานกราฟิก เหมาะกับการประมวลผลหนัก ๆ แต่ราคาจะแพงกว่าการ์ดจอเล่นเกม ตัวอย่างรุ่นการ์ดจอทำงานก็เช่น AMD Firepro, NVIDIA Quadro เป็นต้น ส่วนถ้าใครสงสัยว่าการ์ดจอแบบนี้เล่นเกมได้ไหม เอาตามตรงก็คือเล่นได้ครับ แต่จะไม่เหมาะเท่ากับการ์ดจอเล่นเกมโดยเฉพาะ

การ์ดจอสำหรับเล่นเกม เป็นการ์ดจอที่เหมาะกับการแสดงผลที่ค่า Frame per second (FPS) สูง ๆ เพื่อความลื่นไหลของเกม และยังเน้นในเรื่องของ Resolution ที่มี่ความละเอียดค่อนข้างสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาพอีกด้วย แต่ประเภทนี้จะกินไฟเยอะกว่าการ์ดจอทำงาน

ถ้าถามว่าจะเลือกซื้อการ์ดจอที่ดีสักอันควรเลือกยังไง ก็คงต้องถามตัวเองก่อนว่า เราจะนำไปใช้งานด้านไหนเป็นหลัก เพื่อที่จะใช้งานได้อย่างเต็มที่ และไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินมากเกินไปด้วย

 

เลขรุ่นการ์ดจอ บอกอะไรเราบ้าง

การ์ดจอส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตจะทำรุ่นใหม่ๆ ออกมากทุกปีและจะมีการตั้งรหัสให้กับรุ่นต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะ NVIDIA ก็ดีหรือ AMD ก็ดี การเลือกซื้อเราก็ต้องดูที่รหัสการ์ดจอนี่แหละ แต่ถ้าใครไม่รู้อะไรเลยก็คงจะเลือกไม่ถูก เพราะฉะนั้นเราจึงเอาวิธีดูมาฝาก

วิธีการดูรหัสการ์ดจอที่จะแบ่งได้ง่าย ๆ เลย ยกตัวอย่างเช่น การ์ดจอของ NVIDIA รหัส GTX 780 โดยที่เลข 7 ด้านหน้าจะเป็นตัวบ่งบอกความใหม่ของเทคโนโลยี ส่วนเลข 8 ลำดับถัดมาก็จะเป็นความแรงของการ์ดจอ โดยสมมุติว่าถ้าเทียบกันระหว่าง GTX 690 กับ GTX 680 ก็หมายความว่าทั้งสองตัวมีเทคโนโลยีเท่ากันแต่ GTX 690 แรงกว่า GTX 680 เพราะเลขลำดับที่สองมีจำนวนมากกว่านั่นเอง

ส่วนถ้าเป็นการ์ดจอของ AMD ก็จะคล้ายกับ NVIDIA โดยสังเกตุที่ตัวเลขถ้าหากตัวเลขมีจำนวนมากก็แสดงว่าการ์ดจอตัวนั้นมีความแรงมากเช่น AMD R9 290 กับ AMD R9 280 ก็แสดงว่า AMD R9 290 มีความแรงมากกว่า AMD R9 280 ครับและถ้าหากสังเกตุให้ละเอียดในการ์ดจอบางตัวจะมีตัวอักษรต่อท้ายอย่าง Redeon R9 290X โดยตัว X ที่ต่อท้ายนั้นก็หมายความว่าเป็นการ์ดจอที่ทางโรงงานเอาไปเพิ่มประสิทธิภาพให้แรงขึ้นไปอีกครับ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าการที่จะซื้อการ์ดจอแรง ๆ ไว้ก่อนจะเป็นผลดีเสมอไปแต่จำเป็นจะต้องดูประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราด้วยว่ามันรองรับกันหรือสัมพันธ์กันหรือไม่ครับ

 

NVIDIA กับ AMD ค่ายไหนดีกว่า

สำหรับในยุค 2018 นี้ มียี่ห้อการ์ดจอให้เลือก 2 ค่าย ในลำดับแรกผมแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกค่ายที่จะซื้อเสียก่อนเลย ซึ่งการเลือกค่ายนั้นสามารถดูง่ายๆได้เลยตามยุคสมัยครับ เราเลือกซื้อตามความคุ้มและความแรงในปัจจุบันไม่ได้รักหรือชอบค่ายไหนเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าให้สรุปความต่างของการ์ดจอ 2 ค่ายนี้แล้ว ก็เป็นได้ดังนี้

AMD เหมาะกับการเล่นเกม ดูหนังแสดงผลหลาย ๆ จอพร้อมกันได้ดีกว่า ยกตัวอย่าง เล่น Ragnarok ใช้การ์ดจอ AMD จะเปิด 20 - 30 จอได้ ในขณะที่ Nvidia ทำได้แค่ 20 จอ แต่ข้อเสียก็คือจะกินไฟกว่าและร้อนกว่า

Nvidia เหมาะกับการทำงาน หรือเล่นเกมก็ดี เพราะเรื่องการะประมวลผลทำได้ดีกว่า แสดงผลเรื่องแสง เงา ฝุ่น ไฟ รายละเอียดจิปาถะได้สวยกว่า แถมยังประหยัดไฟกว่าด้วย แต่ข้อเสียของการ์ดจอ Nvidia นั้นจะมีราคาแพงกว่า

 

ในช่วงเวลานี้ถ้าใครต้องการการ์ดจอไว้ใช้งาน ก็ควรจะพิจารณางบประมาณในมือตัวเองเป็นหลัก แน่นอนว่าก่อนที่จะมีการ์ดจอก็ต้องมีเงินก่อน ซึ่งงบประมาณในการจัดสเปคหรือซื้อการ์ดจอนั้น เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดว่าเราควรซื้อการ์ดจอรุ่นไหน เพราะเราจะซื้อการ์ดจอแพงกว่าเงินที่เรามีไม่ได้แน่นอน

ถ้ามีงบประมาณตั้งแต่ 6,000-13,000บาท ควรเลือก AMD แต่ถ้ามีงบประมาณ 13,000-30,000บาท ขึ้นไปควรเลือก Nvidia การ์ดจอระดับกลาง ถึงสูงขึ้นไปก็จะคุ้มค่ากว่า อย่างเช่น การ์ดจอระดับกลางราคาไม่แพง Nvidia Geforce GTX 1060 ที่ราคา 9,800 – 13,600 บาท ก็ถือว่ารองรับการ์ดเล่นเกมได้ทุกเกมทั้งความละเอียดระดับFull HD และ 2K เปิดกราฟฟิก Ultra สามารถทำเฟรมเรทได้ 60+ แบบสบายๆ

AMD Radeon RX 460 การ์ดจอตัวเล็กสุดจากค่าย AMD ถึงแม้จะตัวเล็กแต่ประสิทธิภาพนั้นเหลือเฟือในการเล่นเกมในปัจจุบันนี้ ที่ความละเอียดแบบ Full HD คุณภาพแบบ Very High ได้อย่างสบายๆ ราคา 4,500- 6,500 บาท

 

Ram และ Bus Width

การซื้อการ์ดจอที่มี RAM สูง ๆ ก็ใช่ว่าจะได้ประสิทธิภาพที่สูงเสมอไป ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักจะทำการตลาดไปที่ Ram ว่าเยอะขนาดนั้นขนาดนี้ สังเกตุได้ที่กล่องการ์ดจอระดับล่างหรือกลาง ตัวหนังสือ Ram จะใหญ่กว่าปกติทั้งนั้น เพื่อปกปิดส่วนที่ด้อยกว่า แต่จริงๆแล้วการจะให้การ์ดจอแสดงผลได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องดูปัจจัยอื่นที่มากกว่า RAM เช่น Bandwidth และค่า Bus Width ที่เปรียบเหมือนช่องทางการรับส่งข้อมูลซึ่งถ้าหากค่า Bus Width สูงก็เหมือนกับช่องทางที่กว้างสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นไหลลื่นขึ้น

เนื่องจาก Bus Width เป็นเหมือนทางเดินที่จะนำพาข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล แน่นอนเลยว่าช่องทางที่กว้าง จะสามารถนำพาข้อมูลไปได้เร็วกว่า ส่วน Ram ที่มากมายนั้นเป็นเพียงตัวพักข้อมูล

ลองคิดดูว่า Ram 10G เหมือนลานจอดรถขนาดใหญ่ แต่ทางออกดันมีแค่เลนเดียว รถออกพร้อมกันมันจะติดขนาดไหน?? เปรียบเทียบกับมีทางออก 4 เลน รถก็สามารถออกไปได้รวดเร็วกว่า

แบบนี้เราก็เลือกที่ Bus Width สูงๆสิ!

แต่! ข้อจำกัดคือ “เงินน่ะมีไหม…” เรื่อง Bus width นี่ทางผู้ผลิตตั้งการตลาดการ์ดจอเล่นเกมมาชัดเจนมากครับ จะแบ่งเป็นระดับ Bus Width ไว้ดังนี้ ขอยกตัวอย่าง Gen GTX10xx และ GT10xx

GT1030 เป็นการ์ดจอระดับล่างที่มี Bus Width อยู่ที่ 64bit

GTX1050 เป็นการ์ดจอระดับกลาง Bus Width อยู่ที่ 128bit

GTX1060 เป็นการ์ดจอระดับกลางสูง Bus Width อยู่ที่ 192bit

GTX1070 และ GTX1080 เป็นการ์ดจอระดับสูง Bus Width อยู่ที่  256bit

GTX1080ti เป็นการ์ดจอเล่นเกมระดับ Hi-End มี Bus Width อยู่ที่ 352bit

Resolution สำคัญอย่างไร

การ์ดจอที่ดีต้องมีความสามารถในการแสดงผลในความละเอียดที่สูงได้เป็นอย่างดี ซึ่งความละเอียดของภาพ หรือ Resolution นั้นก็คือ จำนวนจุดพิเซล (Pixel) ที่สามารถนำไปแสดงบนหน้าจอมอนิเตอร์ได้ ยิ่งจำนวนจุดมาก ภาพที่แสดงผลก็จะยิ่งมีความละเอียดมาก และยังคมชัดขึ้นด้วย

ซึ่งความละเอียดที่การ์ดจอสามารถรันได้นั้น ก็จะมีตั้งแต่ระดับ Full HD 1920x1080, 4K 3840x2160 ไปจนถึง 8K 7680x4320 ซึ่งปกติโดยพื้นฐานแล้วความละเอียดที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปก็จะอยู่ที่ความละเอียด Full HD (1920×1080) แต่ถ้าการ์ดจอแรงๆ อย่าง 1080ti แล้วนั้น สามารถรันที่ความละเอียดถึง 8K ได้เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูเรื่องจอมอนิเตอร์ด้วย ไม่ใช่ว่าการ์ดจอรันที่ 4K ได้ แต่จอมอนิเตอร์เรายังเป็นเพียง Full HD มันก็จะแสดงผลมากสุดได้ตามหน้าจอของเรานะครับ

การ์ดจอประเภท Reference และ Non-Reference ต่างกันอย่างไร

การ์ดจอก็มีระบบพัดลมระบายความร้อนเพื่อรองรับกับการทำงานหนัก ๆ ซึ่งแต่ละค่ายแต่ละรุ่นก็มีดีต่างกันไปแต่ทั้งหมดทั้งมวลมันสามารถแบ่งประเภทของการ์ดจอหลัก ๆ ได้ 2 แบบคือการ์ดจอแบบ Reference และการ์ดจอแบบ Non-Reference ครับ

สำหรับการ์ดจอแบบ Reference นั้นจะเป็นการ์ดจอที่มาจากโรงงานผู้ผลิตจาก 2 ค่ายดังได้แก่ NVIDIA กับ AMD โดยมีการออกแบบรูปร่างดีไซน์รวมถึงชิปทั้งหมดมาจากผู้ผลิต ส่วน Non-Reference ก็จะเป็นการ์ดจอที่มีชิปจาก NVIDIA หรือ AMD เหมือนกันแต่การดีไซน์ภายนอกจะมาจากผู้ผลิตเจ้าอื่นสามารถปรับแต่งได้ยืดหยุ่นหรือทำ Overclock ได้ดี

โดยทั้ง 2 ประเภทจะมีข้อแตกต่างในเรื่องของพัดลมระบายอากาศซึ่งการ์ดจอแบบ Non-Reference จะแสดงประสิทธิภาพได้ดีกว่านิดหนึ่งรวมไปถึงฟีเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการดีไซน์สวยกว่า , หประหยัดไฟมากขึ้นหรือมีสเปคที่รองรับเกมได้ดีกว่าแบบ Reference ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานแล้วว่าต้องการที่จะซื้อมาทำอะไรเช่นถ้าอยากจะเล่นเกมหนัก ๆ เป็นชีวิตจิตใจซื้อเกมใหม่มาลองเล่นตลอดตัวการ์ดจอแบบ Non-Reference ก็จะดูดีกว่าแต่ถ้าเล่นเกมหนักบ้างเบาบ้างหรือใช้ทำงานไปด้วยการ์ดจอ Reference อาจจะเป็นคำตอบที่ใช่แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้ครับว่าชอบแบบไหนมากกว่ากันโดยราคาของทั้งคู่ก็ไม่หนีไปจากกันมากเท่าไหร่ครับ

ก็จะเห็นว่าการซื้อการ์ดจอใหม่มาสักหนึ่งตัวจำเป็นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ เยอะมากทีเดียวครับและหวังว่า Tips ที่นำมาเสนอนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ ตัดสินใจเลือกซื้อการ์ดจอได้ง่ายขึ้นนะครับ

คำค้นหายอดนิยมในหมวดหมู่นี้: โน๊ตบุ๊ค , คอมพิวเตอร์ , จอคอมพิวเตอร์ , Ram , เมนบอร์ด , เมาส์ , Printer , Scanner , External Harddisk , Flashdrive

ชอบบทความนี้หรือไม่? รับข่าวสารจากการเข้าร่วมจดหมายข่าวของเรา!

ความคิดเห็น

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น